2007/Apr/22

ทอปิคอะไรหว่า?

คือแบบนี้ครับ หลายวันก่อนเพื่อนของผมกลุ่มหนึ่งไปมีเรื่องบาดหมางกับใครซักคนในเวบบอร์ด

แต่จะให้เรียกลอยๆแบบนี้ก็จะงง ดังนั้นจะขอแทนชื่อเพื่อนผมว่านาย ชอ ซึ่งนายชอเนี่ย เป็นเวบมาสเตอร์เวบบอร์ดเล็กๆแห่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์อะไรพวกเนี้ยแหละครับ และคู่กรณีก็ขอตั้งชื่อว่านาย R.

เหตุมันมีอยู่ว่า นาย R. เนี่ย ได้ก่อเรื่องทะเลาะวิวาททางฝีปากขึ้นในเวบบอร์ด เมื่อเรื่องราวถึงจุดแตกหัก นาย R. ก็ได้ขุดเอาความชั่วร้ายและคดีความทั้งหลายของคนที่เค้าทะเลาะด้วยเนี่ยล่ะครับ ขึ้นมาประจาน รวมทั้งโพสท์ลิงค์ไปที่หน้าประวัติของเวบบอร์ดแห่งหนึ่งที่มีชื่อจริงของฝ่ายตรงข้ามลงไว้ด้วย ทีนี้ฝ่ายตรงข้ามเนี่ย ก็ได้เริ่มทำการข่มขู่ว่าจะฟ้องข้อหาอะไรก็ไม่รู้ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่นาย R. ประจานชื่อจริงเนี่ยละครับ และมาขู่นายชอด้วย ว่าจะฟ้องนายชอ ข้อหาไม่ดูแล ปล่อยให้นาย R. ทำเรื่องแบบนี้ ทั้งที่นายชอเพื่อนผมก็รีบลบข้อความดังกล่าวออกแล้ว พร้อมกับ ban นาย R. ไปแล้วด้วย

ผลสุดท้ายฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ฟ้องครับ ผมเดาว่าคงมีปัญหาทางกฏหมาย เนื่องจากหลักฐานอ่อน และเหตุผลไม่พอฟ้อง (ก็ชื่อน่ะ เจ้าตัวโพสท์เองนี่นา) ทั้งคู่ก็หายหน้าไปจากเวบบอร์ดดังกล่าวครับ แต่ก็ไม่มีการ unban นาย R. แต่อย่างใด ก็อย่างที่เราๆท่านๆพอจะคาดการณ์ได้แหละครับ เวลาแบบนี้ มันมักจะมีพวกลุกสมุนมาคอยเชียร์ และรุมด่าคนก่อเรื่อง นาย R. โดนรุมด่าสาดเสียเทเสียมากโดยไม่มีโอกาสได้แก้ต่างเพราะโดนแบน แล้วก็มีฝ่ายตรงข้ามของนาย R. เข้ามาผสมโรงด่า ด่าเละจนผม(ที่เข้าไปอ่านตอนเรื่องมันจบแล้ว) รู้สึกว่า..... เอ นาย R. ก็น่าจะฟ้องกลับได้เหมือนกันนะเนี่ยเพราะด่ากันเหมือนหมูเหมือนหมา เหมือนคนโดนด่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำถ่อยสถุลอะไรซักอย่างแต่ที่สุดแล้วมันก็จบไป เพราะนายชอล้อคกระทู้

ไม่กี่วันถัดมาก็มีเรื่องอีกครับ ครั้งนี้เป็นกลุ่มเมมเบอร์วงใน ที่สนิทสนมกับนายชอ (อ้อ จริงๆพวกนี้ผมก็ไม่ค่อยรู้จักมักจี่หรอกนะครับ คือรู้จักกับนายชอคนเดียวน่ะ) เป็นคนก่อเรื่อง เหตุการณ์ก็ประมาณว่า พวกเพื่อนๆของชอเนี่ย ไปมีเรื่องกับเมมเบอร์คนนึงมาจากเวบอื่นครับ แล้วก็เลยมาโพสท์ท้าทายในเวบบอร์ดของนายชอ คงเพราะเห็นว่าเป็น familiar ground ละมั้ง.... จะได้ด่าโจมตีได้สะดวก พร้อมคณะหมาหมู่ที่พร้อมจะแจมรุมเห่ารุมกัดคู่กรณีเพื่อชเลียร์เหล่าเมมเบอร์วงในและสตาฟ

ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย

เพื่อนๆของนายชอได้กระทำเหตุที่ไม่ควรทำที่สุดในเวลานั้น กล่าวคือมันเล่นเอา "ชื่อจริง นามสกุลจริง ที่อยู่จริง เบอร์โทรศัพท์จริง สถานศึกษาจริง รูปถ่ายหน้าตรง รูปถ่ายส่วนตัว" ของฝ่ายตรงข้าม ออกมาโพสท์!!!!

มายก๊อด

ผมไม่ได้อยากทวงความยุติธรรมให้นาย R. หรอกนะ เพราะแกก็ทำผิด และแกก็คงไปไหนไกลแล้วด้วย แต่ผมอยากรู้ครับ ว่าไอ้พวกอภิสิทธิ์ชนเนี่ย...... มันทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ โดยที่ไม่มีใครว่าอะไร ไม่มีการติติง ไม่มีการคาดโทษจากทางคนรับผิดชอบเวบ (เพราะคนรับผิดชอบเวบกลุ่มนึงทำซะเอง)กลับได้รับคำชมเชยอย่างล้นหลามจากเหล่าลูกสมุนที่คอยเลียแข้งเลียขา สมแล้วที่เป็นเมมเบอร์วงใน(เหรอ...)

พวกน้องๆพวกนี้ Double standard กันตั้งแต่อายุน้อยๆแค่นี้ โตไปคงเป็นนักการเมืองที่ดีได้

อนุโมธนาครับ

2007/Apr/21

เร็วๆนี้มีข่าวนักศึกษาเกาหลีก่อฆาตกรรมหมู่ที่เวอร์จิเนีย..... ฟังแล้วก็ได้แต่หดหู่นะครับ ช่างทำลงไปได้

เอนทรี่นี้ ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ว่านั่นละครับ ประกอบกับเหตุการณ์ในสังคมรอบตัวนิดหน่อย

เริ่มเรื่องกันเลยดีกว่า

อาจจะทราบกันดีแล้วถึงแรงบันดาลใจของนายโซ มือปืน ที่สื่อต่างๆนำมาเผยแพร่ ซึ่งแสดงถึงมุมหนึ่งในจิตใจของผู้ก่อเหตุ แสดงออกถึงความรุนแรง ความอัดอั้นตันใจ เหตุผลต่างๆนาๆที่เขาอ้างว่าเป็นเหตุผลักดันให้เขากระทำการดังกล่าว

ผมเข้าใจว่านายโซเนี่ย มีปัญหาทางจิตเรื้อรัง แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำยังอาจมีปัญหาทางสังคมเข้ามาแทรกแซง เช่นการไม่ได้รับความยอมรับจากคนรอบข้าง เมื่อประกอบเข้ากับปัญหาทางจิตที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยาก ที่เขาจะออกไปกระทำการอุกอาจเช่นนั้น เนื่องจากความขาดสติ หลงผิด และคิดไปเอง

ตอนนี้ผมจะขอข้ามไปถึงเคสเปรียบเทียบก่อน สิ่งที่ผมพูดถึงต่อไปนี้นั้น เพราะผมรู้สึกถึง "แนวโน้ม" ของบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกันจนน่าตกใจ เพราะกรณีของนายโซ เซือง ฮุย ทำให้ผมนึกผู้ชายคนหนึ่ง ผมรู้จักเด็กคนนี้มานานหลายสิบปีเชียวล่ะ ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กชายอยู่เลย ผ่านทางคุณพ่อของเขาที่รู้จักคุ้นเคยกับผมมานาน

เด็กผู้ชายคนนี้มีร่างกายอ่อนแอ ประกอบกับความผิดปกตินิดหน่อยที่มีมาแต่เกิด ทำให้มีปัญหากับการเข้าสังคม เรียนไม่ทันเพื่อน และซ้ำชั้นหลายปีจากการย้ายโรงเรียนไปๆมาๆในระหว่างปีการศึกษา เนื่องจากการเข้าสังคมไม่ได้ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ และเข้ากับครูไม่ได้ คุณพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ใครๆก็ว่าลูกของท่านที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น "สำออย" ไม่ได้เจ็บป่วยจริง ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลลึกๆแล้ว ก็พบว่า หลายต่อหลายครั้งที่เขาแสดงอาการป่วยนั้น เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์ก็ได้วินิจฉัยว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย

เด็กคนนี้เคยเปรยๆให้ผมฟังครั้งหนึ่งว่า "ผมไม่เชื่อมนุษย์ ผมเกลียดมนุษย์ มันโกหก มันหักหลัง"

ขณะนี้เด็กคนนั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เท่าที่ฟังจากคุณพ่อ ท่านก็บอกว่าลูกชายของท่าน จบมาด้วยคะแนนที่ดีทีเดียว แต่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้ล่ะครับเพราะลูกท่านเรียนจบแล้วไม่ทำงาน ไม่เรียนต่อไม่ออกไปไหน ไม่มีสังคม ทุกวันผ่านไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ท เล่นเกม ดูการ์ตูน

.......แหม ฟังแล้วผมนึกว่าเป็นเทรนด์เด็กมีปัญหาที่เขาเรียกกันว่า "ฮิคิโคโมริ" ซะอีก (เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่งของเด็กที่เริ่มพบในญี่ปุ่นครับ คุณสามารถหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้จาก wikipedia โดยเซิร์ชในหัวข้อ hikikomori) ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเป็นปัญหาหนักอกของคุณพ่ออย่างมากเลยทีเดียว

แต่โชคร้าย ที่ปัญหาหนักอกของคุณพ่อท่านไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เมื่อวันหนึ่งท่านพบว่าลูกชายของท่านเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายข้าวของ โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งคุณพ่อท่านสันนิษฐานว่า ลูกชายมีปัญหากับคนในอินเทอร์เน็ท คำสบถด่ามากมายที่คุณพ่อท่านนำมาถ่ายทอดให้ผมฟังนั้น มาย้อนนึกดูแล้ว มาเปรียบเทียบดูแล้ว ช่างเหมือนกับคำระบายของนายโซ เซือง ฮุย จนน่าใจหาย

คำแถลงการณ์ของนายโซนั้น เต็มไปด้วยถ้อยคำที่สื่อว่า "ใครซักคนหนึ่ง(หรืออาจจะกลุ่มหนึ่ง)" บีบคั้นเขา ให้เขาแสดงความรุนแรง ให้เขาก้าวออกไปล้างแค้น ...... เด็กผู้ชายคนนี้ก็เหมือนกัน เขาพยายามจะบอกใครๆว่า ชีวิตของเขาล้มเหลว เพราะ "พวกมัน" โดยที่เขาเองก็ไม่สามารถตอบได้ ว่า "พวกมัน" เป็นใคร เหมือนที่ตำรวจไม่สามารถสืบได้ว่า "คนที่บีบคั้นนายโซ มีตัวตนจริงหรือไม่"

จิตแพทย์สตีฟ ฮินชอว์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ ได้ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า "คำแถลงพวกนี้น่าจะเป็นความพยายามแก้ตัว เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตของเขาไม่ได้ไร้ค่า แต่เพราะผู้อื่นต่างหากที่ทำให้เป็นเช่นนั้น"

ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ผมเคยพูดถึงเด็กผู้ชายคนนั้น ให้คุณพ่อของเขาฟัง เขาพยายามจะโยนความผิดทั้งหมดออกจากตัวนั่นเอง โดยโทษใครคนหนึ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งใครคนหนึ่งที่ไม่มีตัวตนเนี่ย มันน่ากลัวดีนะครับ คือมันจะเข้าลักษณะของ wildcard กล่าวคือ "ใครก็ได้" ที่เขาสามารถโยนความผิดให้ได้อย่างเต็มใจ (หรือที่สุดแล้ว เขาก็จะไม่สนว่ามันเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับที่นายโซทำ)

มันแย่หน่อย ที่ผมพบว่าเขามีความคลั่งไคล้ในอาวุธ ทั้งอาวุธปืน และอาวุธมีคม ผมไม่ทราบหรอกว่าเขามี "ของจริง" ในครอบครองอยู่เท่าไหร่ แต่มันก็น่ากลัวจริงๆที่ใครซักคนซึ่งมีแนวโน้มจะขาดสติยั้งคิด จะมีอุปกรณ์ที่ใช้ทำร้ายผู้อื่นอยู่ในมือ คุณพ่อท่านว่าเขาน่าจะพกไปไหนมาไหนติดตัวเป็นจำนวนหนึ่งด้วยเวลาที่ออกไปข้างนอก

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า สังคมบีบคั้นเด็กคนนี้จริงๆ หรือว่า เขาอ่อนแอเกินไปที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมกันนะ

ซึ่งคำตอบของผมออกจะเอียงไปทางอย่างหลังนิดหน่อย.... เด็กคนนี้โตมาแบบ ใครก็กระทบไม่ได้ ใครก็แตะไม่ได้ หวาดกลัวสายตาของคนอื่น ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเลี้ยงดูแบบหนีปัญหา เด็กมีปัญหาก็ย้ายเด็กหนี ประคบประหงมเสียจนแย่ยิ่งกว่าเด็กเอาแต่ใจเพราะถูกสปอยล์ สุดท้ายเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ที่ถูกจุด อาการต่างๆที่มีมันก็เริ่มพัฒนาขึ้น (ในทางที่เลวลง) อาการหวาดกลัวสายตาของคนอื่นนั้น พัฒนาจนกลายเป็น การหวาดระแวงผู้คน การไม่เชื่อในผู้คน ไปหมดแล้ว แค่ถูกมอง เขาก็จะตีความไปในทางเสียๆหายๆได้เป็นสิบเรื่อง จากเด็กที่ใครกระทบไม่ได้ ก็กลายเป็นคนที่ไร้ความอดทน ไร้ความยั้งคิดอย่างสิ้นเชิง ระเบิดอารมณ์ท่าเดียว ซ้ำร้ายยังไม่เคยคิดว่าตนเองทำในสิ่งที่ผิด

จิตแพทย์ สตีฟ ฮินชอว์พูดถึงนายโซ เซือง ฮุยว่า "เขามีอาการหลงผิดเพ้อเจ้อ ค่อนข้างหวาดระแวง ผมจะไม่แปลกใจเลยหากเขามีอาการได้ยินเสียงต่างๆ อยู่ในหัว"

เหมือนกันอีกแล้ว..... ผมก็คิดแบบนั้นครับ คุณหมอฮินชอว์....

ใครที่มีญาติสนิทมีอาการคล้ายๆที่ว่ามา ผมขอแนะนำว่าควรพาไปพบจิตแพทย์นะครับ อย่าเห็นเป็นเรื่องของหน้าตา หรือมองเป็นเรื่องเล็ก แบบครอบครัวที่ผมรู้จักนี่เลย

ภัยสังคมบางทีมันก็มาจาก "ผลผลิตที่บิดเบี้ยวของสังคม" แบบนี้ได้เหมือนกัน

รักคนอ่านครับ แฮ่ :D

ปล. แชร์ความคิดเห็นกันบ้างก็ดีนะครับ :) รออ่านอยู่

2007/Jan/18

วันนี้มีเพื่อนคนหนึ่ง จากไป

ท่ามกลางความงุนงงของพวกเรา ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

พวกเราที่อยู่ข้างหลัง ได้แต่หวังว่าเพื่อนจะกลับมา

เรายังจำได้ดี วันที่เห็นเพื่อนเป็นครั้งแรก

เราก็เหมือนกับหลายๆคนนั่นแหละ ที่คิดว่าเพื่อนนี่ช่างสะดุดตาซะนี่กระไร

เล่นมุขได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น

แล้วก็เป็นเรื่องน่าตกตะลึงสำหรับเรานิดหน่อย ที่ได้เห็นเพื่อนเข้าไปปะปนอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

กลุ่มที่เราอยู่มานานจนเหมือนเป็นบ้าน ......ก็บ้านนั่นแหละ เซทเป็นโฮมไว้เลยนี่นะ

แต่ตะลึงเป็นสองเท่า ที่วันหนึ่งเข้าไปในห้องแชทที่เข้าประจำ ก็เจอเพื่อนอยู่ในห้องนั้นซะแล้ว

เวลาที่ผ่านมา อาจจะไม่นาน แต่เพื่อนได้มอบอะไรให้เราหลายๆอย่าง แม้ว่าเพื่อนจะไม่รู้ตัวก็ตาม

ก็เพื่อนเป็นคนแบบนั้น...... เพื่อนเฮฮาเสมอ ยิ้มได้เสมอ

อยู่ดีๆวันนี้ เพื่อนก็ไป.... ไม่บอกอะไรสักคำ ทิ้งไว้แค่คำล่ำลาที่ยิ่งอ่านยิ่งเศร้า

กับคำพูดสามประโยคก่อนจะออกจากห้องแชทไป

เกิดอะไรขึ้น......

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เพื่อนยังหัวเราะเฮฮากับพวกเราอยู่เลย

ถึงเพื่อนจะดูซึมๆไปนิดหน่อย แต่เราก็ไม่ทันได้สังเกต เพื่อนคงเหนื่อย เราคิดแบบนั้น

ตอนที่เพื่อนจากไป

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างถูกทิ้งให้ตะลึงงัน....

เราพอจะเข้าใจว่า เพื่อนคงมีปัญหากับใครซักคน

และเราก็เข้าใจว่า เพื่อนนั้นไม่ได้มีเจตนาไม่ดี หากแต่เป็นความเฮฮาทะลึ่งทะเล้นในแบบของเพื่อนนั่นแหละ

เราไม่รู้หรอก ว่าความจริงมันเกิดอะไรขึ้น

เราไม่รู้หรอก ว่าเขา และพวกพ้องของเขา พูดอะไรกับเพื่อน

เพื่อนถึงได้เสียใจจนลืมไปว่ายังมีพวกเราอยู่

เพื่อนแคร์พวกเขา แต่เพื่อนไม่ค่อยแคร์พวกเราเลย ถึงได้หนีหายไปแบบนี้

กลับมาเถอะ

นะ....